วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (TOPOLOGY)


โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (TOPOLOGY)
        การนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกันเพื่อประโยชน์ของการสื่อสารนั้น สามารถกระทำได้หลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป โดยทึ่วไปแล้วโครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถจำแนกตามลักษณะของการเชื่อมต่อดังต่อไปนี้

        1. 
โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบบัส (bus topology)
        
โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบบัส จะประกอบด้วย สายส่งข้อมูลหลัก ที่ใช้ส่งข้อมูลภายในเครือข่าย เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง จะเชื่อมต่อเข้ากับสายข้อมูลผ่านจุดเชื่อมต่อ เมื่อมีการส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องพร้อมกัน จะมีสัญญาณข้อมูลส่งไปบนสายเคเบิ้ล และมีการแบ่งเวลาการใช้สายเคเบิ้ลแต่ละเครื่อง ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบบัส คือ ใช้สื่อนำข้อมูลน้อย ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบโดยรวม แต่มีข้อเสียคือ การตรวจจุดที่มีปัญหา กระทำได้ค่อนข้างยาก และถ้ามีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายมากเกินไป จะมีการส่งข้อมูลชนกันมากจนเป็นปัญหา
http://www.sa.ac.th/elearning/IMAGE6/bus_topology.jpg
        2. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน (ring topology)
        
โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน มีการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์โดยที่แต่ละการเชื่อมต่อจะมีลักษณะเป็นวงกลม การส่งข้อมูลภายในเครือข่ายนี้ก็จะเป็นวงกลมด้วยเช่นกัน ทิศทางการส่งข้อมูลจะเป็นทิศทางเดียวกันเสมอ จากเครื่องหนึ่งจนถึงปลายทาง ในกรณีที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งขัดข้อง การส่งข้อมูลภายในเครือข่ายชนิดนี้จะไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ข้อดีของโครงสร้าง เครือข่ายแบบวงแหวนคือ ใช้สายเคเบิ้ลน้อย และถ้าตัดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เสียออกจากระบบ ก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบเครือข่ายนี้ และจะไม่มีการชนกันของข้อมูลที่แต่ละเครื่องส่ง
http://www.sa.ac.th/elearning/IMAGE6/ring_topology.jpg
        3. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว (star topology)
        
โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว ภายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะต้องมีจุกศูนย์กลางในการควบคุมการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ หรือ ฮับ (hub) การสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ จะสื่อสารผ่านฮับก่อนที่จะส่งข้อมูลไปสู่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบบดาวมีข้อดี คือ ถ้าต้องการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ก็สามารถทำได้ง่ายและไม่กระทบต่อเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในระบบ ส่วนข้อเสีย คือ ค่าใช้จ่ายในการใช้สายเคเบิ้ลจะค่อนข้างสูง และเมื่อฮับไม่ทำงาน การสื่อสารของคอมพิวเตอร์ทั้งระบบก็จะหยุดตามไปด้วย
http://www.sa.ac.th/elearning/IMAGE6/STAR.JPG

เข้าค่ายลูกเสือม.2


กิจกรรมเข้าค่ายพักแรม หรือกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือโรงเรียนตากพิทยาคม จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24-26 มกราคม 2555
ที่ผ่านมานี้เอง เป็นกิจกรรมที่สนุกมาก มีการฝึกตนให้มีระเบียบวินัย เข้มแข็ง กล้าหาญ และฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายของเราอีกด้วย 

วันที่ 24 มกราคม 2555 
วันแรกของการไปเข้าค่ายพักแรม โดยจะต้องเดินทางไกลจาก โรงเรียนบ้านห้วยนึ่ง ไปเข้าค่ายที่ตชด.34 หรือเรียกกันว่าค่ายพระเจ้าตาก ระยะทางประมาณ 3 กม.แต่ว่าวันนั้น"แดดร้อนมาก" เล่นเอาเหนื่อยเลย #_#
ไม่พอนะครับ เหนื่อยไม่พอ ยังต้องมาลอดรั้วอีกแทบตาย @_@ !! (ว่ากันว่าความ "โหด" ของที่นี่ไม่แพ้ที่อื่นเลยครับ ว่าแล้วก็โดนไป หนึ่งดอกเลย 555)


โชคยังดีที่หลังจากนั้น ครูฝึกก็ให้นั่งพักครับ ^_^


ต่อมาก็ไปสักการะ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อันศักดิ์สิทธิ์ของค่ายครับ


เมื่อ สักการะ เสร็จแล้ว ก็เดินทางแยกย้ายเก็บของ และไปเปิดประชุมกองเข้าค่ายลูกเสือ


จากนั้นไปลอดถ้ำเสือก่อน แล้วไปประชุมกองอีกครั้งก่อนที่จะไปกายบริหาร (เมื่อยมาก ขอบอก)


หลังจากนั้นให้ไปกางที่พัก และเตรียมประกอบอาหาร อย่างน้อย 5 มื้อเอง ใน 3 วัน +=+


จากนั้นก็กินอาหารเย็นกัน โดยที่แต่ละหมู่จะมีอาหารที่แตกต่างกันออกไป
พอทานข้าวเย็น (ข้าวสองกษัตรย์ 555+) เสร็จก็อาบน้ำ (รวม O_o) และเตรียมตัวไปปฏิบัติกิจกรรมยามกลางคืนตามฐานที่จัดไว้   โดยมีทั้งหมด 9 ฐาน


จบกิจกรรม แยกย้ายเข้านอน zzZ


วันที่ 25 มกราคม 2555
วันที่สอง ของการเข้าค่ายที่แสนจะ ขี้เกีขจ -_- แต่แล้วก็มีบางสิ่งเกิดขึ้น
การ "ออกกำลังกายบริหาร" แบบเมื่อเย็นวานนี่ นั้นเอง

(ไม่มีรูป แป่ววววว)

ทำข้าวเช้า และอาบน้ำ ไม่อาบก็ได้ "หนาวนะ"
ต่อมาก็มาประชุมกอง และเข้าฐาน 9 ฐาน

"หมายเหตุ : อาจจะเรียงลำดับฐาน ไม่ถูกต้อง"

ฐานที่ 1 หอกระโดด หอสูง หอ...


ฐานที่ 2 บันไดสูง ยางสูง...


ฐานที่ 3 เชือกคู่


ฐานที่ 4 เชือกเดี่ยว


ฐานที่ 5 กำแพงสูง


ฐานที่ 6 วัดสมรรถภาพร่างกาย (ไม่รู้ว่าชื่ออะไร)


ฐานที่ 7 ลอดลวดหนาม


ฐานที่ 8 จงอาง (ครูฝึกชื่อองอาจ แต่ทั่วไปเรียกว่า จงอาง โหดมาก !!!! O_Q)


ฐานที่ 9 จำไม่ได้แล้ว เอาเป็นว่าขออภัยสำหรับฐานนี้ละกันครับ

เสร็จแล้วแยกย้าย ทำข้าวเย็น อาบน้ำอาบท่า แต่งตัว ซ้อมละครรอบกองไฟ
เมื่อถึงเวลารอบกองไฟแล้ว

เริ่มด้วยระบำ "ซูลู" ของพวก "กระเทยในค่าย" สนุกมาก


จากนั้นก็ แสดงรอบกองไฟ !!! วันน่าขำมากเมื่อพวกผมเริ่มแสดง มั่วฉากกันผมเองก็มั่ว 555+


จบแล้วก็ สามัคคีชุมนุม
แยกย้ายนอน

วันที่ 26 มกราคม 2555
วันสุดท้ายในการเข้าค่ายมีเรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้นคือ กายบริหาร "อีกแล้ว" โดยให้ ผู้ชาย "ถอดเสื้อ"


ตามด้วยการไปกินอาหารเช้าซึ่งแทบจะเดินไปไม่ไหว


เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลูกเสือ เตรียมประชุมกองและปิดกอง


ปิดกอง ร้องเพลง "สามัคคีชุมนุม"
พวกเราเหล่ามาชุมนุม ต่างกุมใจรัก สมัครสมาน
ล้วนมิตร จิตชื่นบาน สราญเริงอยู่ ทุกผู้ทุกนาม
* อันความกลมเกลียว กันเป็นใจเดียว ประเสริฐศรี
ทุกสิ่งประสงค์จงใจ จักเสร็จสมได้ ด้วยสามัคคี
กิจใด ธ ประสงค์มี ร่วมใจภักดี แด่พระจอมสยาม
พร้อมพรึ่บดังมือเดียวยาม ยากเย็นเห็นง่าย บ่หน่ายบ่วาง(*)
ที่หนักก็จักเบาคลาย ที่อันตราย ขจัดขัดขวาง
ฉลองพระเดชบ่จาง กตเวทิคุณ พระกรุณา(*)
สามัคคีนี่แหละล้ำเลิศ จักชูชาติเชิด พระศาสนา
สยามรัฐจักวัฒนา ปรากฏเกียรติฟุ้งเฟื่อง กระเดื่องแดนดิน(*)
T^T


จบอย่างไม่มีวันลืมเลย T_T

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

คำถามท้ายหน่วยการเรียนรู้


ข้อที่ 1 กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศคืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้างตอบ กระบวนการจัดการกับข้อมูลข่าวสาร โดยนำข้อมูลดิบให้ผ่านกระบวนการต่างๆ จนเป็นสารสนเทศที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ ประกอบด้วย การรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้อง การประมวลผลและการเผยแพร่สารสนเทศ
ข้อที่ 2 จงให้คำนิยามของสิ่งต่อไปนี้ พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร 1) ข้อมูล 2) สารสนเทศ 3) ความรู้
ตอบ 2.1.ข้อมูล หมายถึง ข่าวสาร เอกสาร ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลเช่นคะแนนสอบ        2.2.สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลต่างๆ ที่ได้ผ่านการประมวลผล        2.3.ความรู้ หมายถึง สิ่งที่ทำให้คนเข้าใจ แล้วนำความเข้าใจนั้นมาปฏิบัติหรือประยุกต์ให้  เกิดประโยชน์            ความสัมพันธ์ คือ เรามีข้อมูลแล้วนำข้อมูลมาผ่านการประมวลผลแล้วจะเป็นสารสนเทศ ในขณะนั้นเมื่อเราประมวลผลเกิดการคิดวิเคราะห์ เราก็จะได้ความรู้ไปใช้
ข้อที่ 3 จงยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของนักเรียนเองว่า ความรู้ช่วยในการตัดสินใจได้อย่างไรตอบ การสอบ คือ เราใช้ความรู้ที่เรามีตัดสินใจว่า เราจะตอบข้อไหน
ข้อที่ 4 การเก็บรักษาข้อมูลและสารสนเทศมีวิธีการอย่างไร และเก็บไว้เพื่อประโยชน์อะไรตอบ    1. การเก็บรักษาข้อมูล การเก็บรักษาข้อมูล หมายถึง การนำข้อมูลมาบันทึกเก็บไว้ในสื่อบันทึกต่างๆ เช่น แผ่นบันทึกข้อมูล นอกจากนี้ยังรวมถึงการดูแล และทำสำเนาข้อมูลเพื่อให้ใช้งานต่อไปในอนาคตได้
 2. การทำสำเนาข้อมูล การทำสำเนาเพื่อเก็บรักษาข้อมูล หรือนำไปแจกจ่าย จึงควรคำนึงถึงความจุและความทนทานของสื่อบันทึกข้อมูล
 3. การสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูล ข้อมูลต้องกระจายหรือส่งต่อไปยังผู้ใช้งานที่ห่างไกลได้ง่าย การสื่อสารข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีบทบาทที่สำคัญยิ่งที่จะทำให้การส่งข่าวสารไปยังผู้ใช้ทำได้รวดเร็วและทันเวลา
4. การปรับปรุงข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บไว้มีจุดประสงค์เพื่อการใช้งาน เช่น ในการตัดสินเพื่อดำเนินการ ดังนั้นข้อมูลจึงต้องมีการปรับปรุง ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา และจัดเก็บอย่างเป็นระบบเพื่อการค้นหาได้อย่างรวดเร็ว
 2. การทำสำเนาข้อมูล การทำสำเนาเพื่อเก็บรักษาข้อมูล หรือนำไปแจกจ่าย จึงควรคำนึงถึงความจุและความทนทานของสื่อบันทึกข้อมูล 3. การสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูล ข้อมูลต้องกระจายหรือส่งต่อไปยังผู้ใช้งานที่ห่างไกลได้ง่าย การสื่อสารข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีบทบาทที่สำคัญยิ่งที่จะทำให้การส่งข่าวสารไปยังผู้ใช้ทำได้รวดเร็วและทันเวลา4. การปรับปรุงข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บไว้มีจุดประสงค์เพื่อการใช้งาน เช่น ในการตัดสินเพื่อดำเนินการ ดังนั้นข้อมูลจึงต้องมีการปรับปรุง ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา และจัดเก็บอย่างเป็นระบบเพื่อการค้นหาได้อย่างรวดเร็ว            เก็บไว้เพื่อ ไม่ให้เกิดการสูญหายหรือชำรุดและมีการสำรองไว้
ข้อที่ 5 การเผยแพร่สารสนเทศมีวัตถุประสงค์อย่างไร และต้องคำนึงถึงอะไรบ้างตอบ    วัตถุประสงค์ คือ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการเผยแพร่และต้องคำนึงถึง กลุ่มคนที่เราต้องการให้รับรู้และให้ได้ประโยชน์
ข้อที่ 6 จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อนักเรียนพบปัญหา ตามปกตินักเรียนจะหาคำตอบให้แก้ปัญหานั้นด้วยวิธีใดบ้าง จงบอกมา 3 วิธี พร้อมทั้งบอกว่าแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไรตอบ    ปัญหา คือ เลิกเรียนก่อนเวลาจะโทรศัพท์ให้แม่มารับ พบว่าแบตเตอรี่ของโทรศัพท์หมด            วิธีแก้ปัญหา คือ            1.ยืมโทรศัพท์ของเพื่อน ข้อดี ไม่ได้จ่ายเงิน ข้อเสีย ต้องพึ่งพาคนอื่นและทำให้เงินในโทรศัพท์ของเพื่อนเหลือน้อย            2.โทรศัพท์ตู้สาธารณะ ข้อดี แม่สามารถมารับได้ทันที ข้อเสีย ต้องจ่ายค่าโทรศัพท์            3.นั่งรอแม่จนถึงเวลาเลิกเรียน ข้อดี ไม่ได้จ่ายเงินและไม่ได้ทำให้เพื่อนลำบาก  ข้อเสีย อาจจะนั่งรอแม่นานและอาจอยู่คนเดียว

ข้อที่ 7 ปัญหาง่ายๆในชีวิตประจำวัน จำเป็นต้องใช้วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบหรือไม่ เพราะเหตุใดตอบ เป็นระบบ เพราะ ถ้าเราทำอะไรอย่างมีระบบจะทำให้ง่ายแก่การแก้ปัญหาข้อที่ 8 การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร จงอธิบาย และมีประโยชน์อย่างไรตอบ    ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์ปัญหาเพื่อหาประเด็นสำคัญของปัญหา            ขั้นตอนที่ 2 หาแนวทางการแก้ปัญหา            ขั้นตอนที่ 3 กำหนดรายละเอียดในการแก้ปัญหา            ขั้นตอนที่ พิจารณารายระเอียดว่าเหมาะสมหรือไม่ขั้นตอนที่ 5 พิจารณามาตรการแก้ปัญหาว่าเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่เพียงพอให้กลับไปขั้นตอนที่ 1
ประโยชน์ คือ ช่วยให้แก้ปัญหาได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม


วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โครงงานบูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง เมี่ยงคำเมืองตาก


โครงงานบูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง เมี่ยงคำเมืองตาก


   ที่มาและความสำคัญ

        เนื่องจากในท้องถิ่นของจังหวัดตากมีอาหารที่ขึ้นชื่อมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ เมี่ยงคำเต้าเจี้ยว หรือ เมี่ยงจอมพล สาเหตุที่เรียกว่าเมี่ยงจอมพลคือในอดีตทุกครั้งที่ จอมพลถนอม กิตติขจร มาเมืองตาก จะต้องไปกินเมี่ยงชนิดนี้ที่ร้านคุณป้าคนหนึ่งเป็นประจำ จนชาวบ้านพากันเรียก ''เมี่ยงจอมพล'' คณะผู้จัดทำจึงสนใจที่จะจัดทำโครงงานเพื่อหาเกี่ยวกับอัตราส่วนผสมของตัววัตถุดิบในการทำเมี่ยงคำที่มีความเหมาะสมลงตัว

จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า
1. เพื่อทราบถึงอัตราส่วนผสมที่ลงตัวของเมี่ยงคำ
2.เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมการรับประทานของชาวตาก

   ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1.ได้ทราบถึงอัตราส่วนผสมและต้นทุนในการทำเมี่ยงคำ
2.เป็นการสืบทอดวัฒนธรรมการรับประทานของชาวเมืองตาก


วิธีการดำเนินงาน

ที่
กิจรรมที่ปฏิบัติ
วันที่ปฏิบัติ
ผู้รับผิดชอบ
1.
รวมกลุ่มและวางแผนการทำโครงงาน
20/พ.ย./2555
สมาชิกในกลุ่ม
2.
ศึกษาข้อมูลโครงงาน
24/พ.ย./2555
สมาชิกในกลุ่ม
3.
ประชุมมอบหมายงานและจัดอุปกรณ์
30/พ.ย./2555
สมาชิกในกลุ่ม
4.
ลงมือทำโครงงาน
7/ธ.ค./2555
สมาชิกในกลุ่ม
5.
ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง
12/ธ.ค./2555
สมาชิกในกลุ่ม
6.
นำเสนอโครงงาน
19/ธ.ค./2555
สมาชิกในกลุ่ม

















  ผลที่ได้รับ

  ส่วนประกอบที่ลงตัวคือ
พริกขี้หนูสด  1-2 ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ซอย  1/4 ถ้วย
ขิงสดหั่นชิ้นสี่เหลี่ยม 1/4 ถ้วย
มะนาวหั่นชิ้นสี่เหลี่ยม  1-2 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมสด 1/4 ถ้วย
ถั่วลิสงคั่ว 1/4 ถ้วย
มะพร้าวขูดเป็นเส้นยาวๆ 1/4 ถ้วย
ข้าวตากคั่ว หรือทอด (เราใช้ข้าวสุก 1 กำมือ วางใส่จานผึ่งแดดผึ่งลมไว้พอแห้งก็เอามาทอด)
มะเขือพวงดิบ (ไม่ชอบก็ไม่ต้องใส่ เราไม่มีก็ไม่ใส่) 
กุ้งแห้ง (บางคนก็ไม่ใส่ )
แคบหมู (บางคนก็ไม่ใส่)

  สรุปผล
             จากที่ได้เรียนรู้ถึงอัตราส่วนและขั้นตอนการทำ พบว่า การทำเมี่ยงคำนั้นไม่ได้ยากและส่วนประกอบก็หาได้ง่ายในท้องถิ่น โดยเฉพาะในจังหวัดตาก จากสูตรทำเมี่ยงคำสามารถนำมาทำเป็นเมี่ยงคำเพื่อจำหน่ายและบริโภคได้ โดยสูตรที่ได้ให้ไว้นั้นสามารถรับประทานได้ต่อ 4-5คน

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

คุณธรรมจริยธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต


คุณธรรมจริยธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต
ลินดา เฮอร์นดอน (Linda Herndon) Linda Herndon : Herndon : Computer Ethics, Netiquette, and Other Concerns http://www.benedictiine.edu/ethics.html ได้กล่าวถึงบัญญัติสิบประการของการใช้คอมพิวเตอร์ไว้ดังนี้
1. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้ายผู้อื่น
2. ไม่รบกวนจนงานคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น
3. ไม่แอบดูแฟ้มข้อมูลของผู้อื่น
4. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อลักขโมย
5. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเป็นพยานเท็จ
6. ไม่ใช้หรือทำสำเนาซอฟต์แวร์ที่ตนไม่ได้ซื้อสิทธิ์
7. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่มีอำนาจหน้าที่
8. ไม่ฉวยเอาทรัพย์ทางปัญญาของผู้อื่นมาเป็นของตน
9. คิดถึงผลต่อเนื่องทางสังคมของโปรแกรมที่เขียน
10. ใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่แสดงถึงความใคร่ครวญและเคารพ
การทำงานอินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์ จะทำให้สังคมอินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์จะทำให้สังคมอินเทอร์เน็ต น่าใช้และเป็นประโยชน์ กิจกรรมบางอย่างที่ไม่ควรปฏิบัติจะต้องหลีกเลี่ยง ในการส่งกระจายข่าวลือไปเป็นจำนวนมาบนเครือข่าย การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แบบลูกโซ่ เป็นต้น ดังนั้นนักเรียนควรปฏิบัติตามกฎ กติกา มารยาท หรือ จรรยาบรรณของการรวบรวมเว็บไซด์ต่าง ๆ เอาไว้ เราเพียงแต่ทราบหัวข้อที่ต้องการแล้วเข้าใช้อินเทอร์เน็ตในด้านต่อไปนี้คือ
· การใช้บริการพูดคุยกันแบบออนไลน์ (Chat )
· การใช้กระดานข่าวหรือเว็บบอร์ด
· การใช้บริการพูดคุยกันแบบออนไลน์ (Chat)

บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีบริการโต้ตอบแบบออนไลน์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Chat ดังนั้นในการสนทนาจะต้องมีมารยาท อีกอย่างหนึ่งว่า Chat ดังนั้นในการสนทนาจะต้องมีมารยาทสำคัญดังนี้
· ควรเรียกสนทนาจากผู้ที่เรารู้จักและต้องการสนทนาด้วย หรือมีเรื่องสำคัญที่จะติดต่อด้วย
· ควรใช้วาจาสุภาพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน
· ก่อนเรียกสนทนา ควรตรวจสอบสถานะการใช้งานของคู่สนทนาที่ต้องการเรียก เพราะการเรียกแต่ละครั้งจะมีข้อความไปปรากฎบนจอภาพ ของฝ่ายที่ถูกเรียกซึ่งจะทำให้สร้างปัญหาในการทำงานได้
·การใช้บริการกระดานข่าวหรือเว็บบอร์ด

บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีบริการกระดานข่าวหรือเว็บบอร์ดให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือข้อมูลข่าวสารถึงกัน ดังนั้นในการใช้ บริการควรเคารพกฎ กติกา มารยาทดังนี้
· ในการเขียนพาดพิงถึงผู้อื่น ให้ระมัดระวังการระเมิดหรือสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น
· ไม่ควรนำข้อความที่ผู้อื่นเขียน ไปกระจายต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเข้าของเรื่อง
· ไม่ควรใช้ข้อความขบขัน คำเฉพาะ คำกำกวม และคำหยาบคายในการเขียนข่าว
· ในการเขียนคำถามลงในกลุ่มข่าวจะต้องเขียนให้ตรงกับกลุ่มและเมื่อจะตอบต้องตอบให้ตรงประเด็น
จริยธรรมในการใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
1. ไม่โฆษณาหรือเสนอขายสินค้า
2. รู้ตัวว่ากำลังกล่าวอะไร
3. ถ้าไม่เห็นด้วยกับหลักพื้นฐานของรายชื่อกลุ่มที่ตนเป็นสมาชิก ก็ควรออกจากกลุ่มไม่ควรโต้แย้ง
4. คิดก่อนเขียน
5. อย่าใช้อารมณ์
6. พยายามอ่านคำถามที่ถามบรอย (FAQ) ก่อนเสมอ
7. ไม่ส่งข่าวสารที่กล่าวร้าย หลอกลวง หยาบคาย ข่มขู่
8. ไม่ส่งต่อจดหมายลูกโซ่ หรือเมล์ขยะ
9. ถ้าสงสัยไม่ทำดีกว่า
10. รู้ไว้ด้วยว่าสำหรับผู้เขียน คือ บันทึกฉันท์เพื่อน แต่สำหรับผู้รับ คือ ข้อความที่จารึกไว้บนศิลาจารึก
11. ให้ความระมัดระวังกับคำเสียดสี และอารมณ์ขัน
12. อ่านข้อความในอีเมล์ ให้ละเอียดก่อนส่ง ความประณีตและตัวสะกด การันต์ เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง
13. ดูรายชื่อผู้รับให้ดีว่า เขาคือคนที่เราตั้งใจจะส่งไปถึง

ที่มา http://sw07064.blogspot.com/2009/01/blog-post.html

.ไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงผลกระทบจากการบุกรุกทำลายป่าไม้ของประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้ง พื้นที่ต้นนํ้าลำธารเสื่อมโทรม ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพทางการเกษตร กลายเป็นปัญหาทุกข์ร้อนของประชากรส่วนใหญ่ในชนบท พระองค์ทรงมีพระราชดำริในการพัฒนาฟื้นฟูสภาพป่าไม้ ให้คืนกลับสู่สภาพธรรมชาติด้วยแนวทางผสมผสาน โดยการปลูกไม้ทดแทนควบคู่กับการพัฒนาอาชีพราษฎร ด้วยการวางแผนร่วมมือกันของทุกส่วนราชการ ในการดำเนินการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์และสภาวะแวดล้อม
การปลูกไม้ 3 อย่าง ให้ประโยชน์ 4 ประการ ตามแนวพระราชดำรินั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระราชดำริ ไว้เมื่อปี 2519 ณ หน่วยพัฒนาต้นนํ้าทุ่งจ๊อ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ว่าการปลูกไม้ 3 อย่าง คือ ไม้ผล ไม้โตเร็ว และไม้เศรษฐกิจ จะทำให้เกิดป่าไม้แบบผสมผสานและสร้างความสมดุลแก่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน สามารถตอบสนองความต้องการของรัฐและวิถีประชาในชุมชนอันเป็นทฤษฎีการปลูกต้นไม้ลงในใจคน โดยการปลูกฝังจิตสำนึกแก่ประชาชนให้ปลูกต้นไม้ลงแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง
และในการฟื้นฟูพื้นที่ต้นนํ้าตามแนวพระราชดำริ ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งพระองค์ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 11 ธันวาคม พ.. 2525 เพื่อศึกษาหารูปแบบในการพัฒนาที่เหมาะสมในพื้นที่ต้นนํ้าลำธารนั้น พระองค์ทรงมีพระราชดำริ แนวทางในการปลูกไม้ฟื้นฟูสภาพป่าต้นนํ้าว่า การปลูกป่าถ้าจะให้ราษฎรมีประโยชน์ให้เขาอยู่ได้ให้ปลูกไม้ 3 อย่าง ให้ประโยชน์ 4 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ หรือ ไม้ผล ไม้สร้างบ้าน และไม้ฟืน ซึ่งจะให้ประโยชน์ 4 ประการ คือ ได้ใช้สอยและเศรษฐกิจ ไม้ฟืน ไม้กินได้ และประการสุดท้าย คือ สามารถช่วยอนุรักษ์ดินและต้นนํ้าลำธารด้วย
ประเภทไม้ 3 อย่างที่เหมาะสมแก่การใช้ปลูก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นให้ใช้พันธุ์ไม้ที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น เพราะเป็นไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดี มีลักษณะที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่อยู่แล้ว ไม่เป็นการเสี่ยงต่อภาวะการรอดตายและการเจริญเติบโต เป็นและที่รู้จักของราษฎรในท้องถิ่นอย่างดี พื้นที่ที่เหมาะสมแก่การปลูกไม้ป่าดังกล่าว ควรเป็นพื้นที่ที่มีสภาพเสื่อมโทรม หรือเป็นบริเวณป่าเพื่อการพึ่งพิงของราษฎรที่อยู่บริเวณใกล้ๆหมู่บ้าน วิธีการปลูกก็ให้ปลูกเสริมในลักษณะธรรมชาติ โดยไม่จับต้นไม้เข้าแถว ซึ่งการปลูกเสริมตามลักษณะธรรมชาตินี้ เมื่อต้นไม้โตขึ้นก็จะมีสภาพเป็นป่าตามธรรมชาติ โดยจะไม่มีลักษณะเป็นสวนป่าที่มีต้นไม้เรียงเป็นแถว


ที่มา   https://sites.google.com/site/banrainarao/knowledge/tree_bank

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

จอห์น ดอลตัน

ดาลตันเกิดมาในฤดูหนาวในประเทศอังกฤษ ค.ศ. 1766 บิดา และ มารดาเป็นคนในนิกายแควกเกอ โดยบิดาประกอบอาชีพทอผ้า เมื่อโตเป็นหนุ่มเป็นคนแข็งแรง ทนทานและมีความคิดเมื่อครูให้ทำงานยากๆ ดาลตันจะไม่ยอมแพ้หรือขอให้ครูบอกคำตอบ แต่เขาจะทำด้วยตัวเองให้ได้ บางครั้งก็มีการพนันกับเพื่อน
จนกระทั่งดาลตันอายุครบ 12 ปี และมีความรู้ตามมาตรฐานของคนละแวกนั้นที่พอจะเป็นครูสอนหนังสือ ได้แล้ว เขาจึงปิดประกาศหน้าบ้านรับจ้างสอนหนังสือ พร้อมกับแจกกระดาษ ปากกาและหมึกฟรี สมัยนั้นกระดาษ ปากกา และหมึกหายากที่สุดในประเทศอังกฤษ ผู้คนก็สนใจมาเรียนกันตั้งแต่เด็กๆจนอายุ 17 ปีก็ยังมี โรงเรียนดำเนินไปด้วยดี แต่เมื่อดาลตันอายุ 15 ปี เขาก็เข้าหุ้นกับพี่ชายที่เปิดโรงเรียนอยู่แล้ว
สองพี่น้องเอาวิชาเทคนิคไปสอนในโรงเรียน เพื่อหารายได้เพิ่มมากขึ้น แม้แต่ช่วยชาวเมืองในการดำเนินกิจการ รวมทั้งการเขียนมรดกให้ด้วย ปากกาในสมัยนั้นมีอานุภาพมาก ดาลตันหันมาทำนายดินฟ้าอากาศเพื่อเพิ่ม ความรู้ทางลมฟ้าอากาศให้แก่ชาวนา ทุกๆวันเขาต้องคอยสังเกตลมฟ้าอากาศเกือบทุกๆชั่วโมงเป็นกิจวัตรที่ทำติดต่อกันมาเป็นเวลา 57 ปีจนเสียชีวิต เขาใช้เครื่องมือหยาบๆ ที่ทำเองที่บ้าน ทำการวัดปริมาณน้ำฝน ในท้องที่ที่ฝนตกทุกวัน และได้ขายเครื่องมือเหล่านี้ให้แก่ชาวนา เพื่อว่าพวกนั้นจะได้ช่วยสังเกตดินฟ้าอากาศร่วมไปกับเขาด้วย
ปาฐกถาของดาลตันก็ได้มีขึ้น เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติ ปรัชญาอันได้มาจากการสังเกตของเขา ประกอบด้วยเรื่อง"กฏของการเคลื่อนไหว สี ลม เสียง พระจันทร์ที่ขึ้นในเวลาเดียวกัน จันทรุปราคา ดาวพระเคราะห์และ น้ำขึ้นน้ำลง" แต่ปาฐกถาครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ประชาชนรู้จักเขาดีเกินไปที่จะแตกตื่นมาฟังกัน เช่นเดียวกันกับหนังสือไวยากรณ์ ซึ่งสอนในเรื่องการผูกประโยคอังกฤษที่เขาเป็นคนเขียน ก็ขายได้จำนวนน้อย
วันหนึ่ง ดาลตันซื้อถุงมาให้มารดา มารดาของเขารู้สึกยินดีที่ได้รับของขวัญชึ้นนี้และในเวลาเดียวกัน ก็รู้สึกฉงนใจด้วย"แกซื้อถุงมาให้แม่น่ะดีทีเดียว แต่นึกยังไงถึงเอาอย่างสีแจ๊ดมาเล่า" "นี่แหละเป็นสีที่เหมาะสำหรับเอาออกสังคม ก็มันไม่ใช่สีน้ำเงินแก่ที่รักษามารยาทเหรอ"จอห์นตอบ เขาเจอเหตุการณ์แนวนี้หลายครั้งจนเขาได้จัดตั้งทฤษฎีอธิบาย และปรากฏการณ์เช่นนี้เราเรียกกันในปัจจุบันว่าตาบอดสี
ดาลตันเข้าไปมีส่วนร่วมในการทดสอบความรู้ บรรดานักเคมีในสมัยนั้นก็ยังไม่สามารถจับหลักในการแปรผัน ของส่วนผสมของเครื่องยาเคมีได้ การค้นพบหลักเช่นนี้ ทำให้ดาลตันต้องใช้ความพยายามอย่างมาก และความคิดอันสำคัญยิ่งก็ปรากฏในสมองของเขาทีละน้อยๆ โดยอาศัยความรู้ทางด้านฟิสิกส์มาช่วย